ท่ามกลางคลื่นลมแรงแห่งทะเลกิเลสอารมณ์ของผู้คนรอบข้างนั้น หลายคนดำรงชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน ทุกข์ทางใจนั้นยากยิ่งนักที่จะดับได้ มันแผดเผาได้ทั้งยามหลับและยามตื่น หลายคนหันมาพึ่งความร่มเย็นของพระศาสนา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ บ้างก็พบความสุข สงบ ปิติขึ้นมาอย่างประหลาด หลุดจากห้วงอารมณ์ทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่งของตนเอง ลด "อัตตา ตัวกู ของกู"ที่สูง ลงได้ แต่อีกหลายคนก็ปลดปลงไม่ได้ รู้ไม่เท่าทันอารมณ์ของตนเองเหมือนเคย หรืออาจลด ปลดปลงลงได้บ้าง แต่ก็มิวายตัดพ้อว่า"ทำดีแล้วได้ดีจริงหรือ"เริ่มสงสัยในความดี "แล้วทำไมคนโน้นคนนี้มันไม่เห็นจะมีดีอะไรเลย ยังได้ดิบได้ดีมีแต่คนนับหน้าถือตาห้อมล้อมกันสลอนล่ะ?" เชื่อว่าหลายท่านคงเคยคิดเช่นนี้กันบ้างยามเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้กับชีวิต และเสื่อมศรัทธาผู้คน เห็นจะเป็นเรื่องธรรมดาในยามอารมณ์นั้น แต่เชื่อไหมว่า"นั่นเป็นสัญญาณของการพัฒนาจิตที่ดีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว"ดังที่ผู้เขียนได้สนทนาธรรมกับผู้ผ่านโลกมายาวนานเกือบ80 ปีของการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ท่านได้ให้สติเราว่า "สำคัญนะกับการพัฒนาจิตของคนเรา..มันเป็นการฝึกจิตให้นิ่ง รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง แล้วเราก็จะไม่ปรุงแต่งอารมณ์ขึ้นมาให้จิตทุกข์ ...อย่าเลย อย่าทุกข์ไปเลย เสียดายเวลาที่ผ่านเลยไปกับความทุกข์ น่าจะได้คิดสุข คิดทำแต่สิ่งดีๆทั้งให้แก่ตัวเองและคนรอบข้าง แล้วความปิติในใจจะเกิด .....เห็นไหม ผิวพรรณหน้าตา ของคนคิดดี อารมณ์ดีจะอิ่มเอิบ แววตาจะสุกใส เราจะรับรู้ได้ถึงพลังความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่แผ่ มาห้อมล้อมตัวเรา เรารู้สึกอบอุ่น อยากคุยด้วยนานๆ ว่าไหม.. การทำจิตให้นิ่งนั้นมันต้องหมั่นฝึกฝน การได้มีปัญหาอุปสรรคในชีวิตบ้างนั้นล่ะ แบบฝึกหัดชั้นดีเลยล่ะ เราได้มีโอกาสเรียนรู้กับอารมณ์ความรู้สึกนั้น วันแล้ววันเล่า แล้วเราจะพบว่าเราแข็งแกร่งขึ้น แล้วมองมันเป็นเรื่องธรรมดา วิ่งตามอารมณ์ไม่ไหวแล้ว ตามไปก็รังแต่จะทำร้ายตัวเองนะ " ผู้เขียนประทับใจมากกับการสนทนากับท่านในครั้งนั้น แม้จะนานมาแล้วก็ตาม ยังคงก้องอยู่ในหูและความทรงจำเสมอมา "เราทุกข์ อันเกิดจากวิธีคิดของเราเอง เราคิดทุกข์ ก็ทรมานไม่มีความสุข ก็เท่ากับเราทำร้ายตัวเราเอง ไม่มีใครทำร้ายเราได้หรอก นอกจากตัวเราเอง จิตปรุงแต่ง ให้ค่าสิ่งที่มากระทบประสาทสัมผัสทั้ง๕ จนรบกวนวิถีชีวิตและการดำรงชีวิตของเรา " ผู้เขียนก็เคยรู้สึกทุกข์มากๆ เช่นกันนะ อารมณ์และจิตมันปรุงแต่งขึ้นมา จากการมีอัตตานั่นแหละ แต่ได้คิดจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้ข้อคิดเราโดยใช้คำถามที่ฟังดูแล้วเปี่ยมไปด้วยความเมตตาว่า " เราทำดีเพียงเพื่ออยากให้คนอื่นชื่นชมเรางั้นหรือ?" เป็นปริศนาธรรมจริงๆ เท่านั้นแหละผู้เขียนได้สติ "ใช่..เราทำทุกสิ่งนั้นมุ่งหมายและตั้งมั่นอยู่บนความดีงามและทำเพื่อประโยชน์ขององค์กรหรือหมู่คณะ ตลอดจนแผ่นดินเกิด นั้นคือจุดมุ่งหมายหลักและปณิธานในการดำเนินชีวิตของเรา" วิธีคิดและมุมมองของเราสำคัญ จะนำทุกข์หรือความผาสุกมาให้ชีวิตเรา ทุกข์สิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่จีรังยั่งยืน แม้กระทั่งสังขารของเราอันเป็นที่ตั้งตัวกู ของกู หากแม้ว่ายังปลงไม่ได้มาก เอางี้ดีไหม เราเริ่มต้นคิดอย่างนี้ว่า "คนอื่นทำร้ายเรามามากพอแล้ว เหลือเราไว้สักคนได้ไหมที่ไม่ทำร้ายตัวเราเอง "
ประชุมนานาชาตขอนแก่น
oral presentation:Health Promotion Behaviors of Thai Women of Working Ages in Rural area
วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ชีวิตงามยามสูงวัย:ความผาสุกของชีวิต
วัยสูงอายุนับเป็น"วัยทองของชีวิต" เป็นวัยที่ได้ทำอะไรได้ตามใจปรารถนาภายหลังที่ได้มอบจิตวิญญาณกับการทำงานประจำมาอย่างยาวนานเพื่อเป้าหมายหลายอย่างของชีวิต ไม่ว่าเพื่อบ้าน รถยนต์ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ตลอดจนการศึกษาของคนในครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจและอะไรอีกหลายอย่าง
ดังนั้นภายหลังเกษียณหรือความสูงวัยเข้ามาเยือน หลายท่านจึงได้โอกาสทำในสิ่งที่ปรารถนาลึกๆที่อยู่ในใจมานาน หรืออาจได้ทดลองทำมาได้ระยะหนึ่งแล้วนั้น เลยได้ทำอย่างเต็มที่ "การได้สานต่อฝันให้เป็นจริงในยามสูงวัยนั้นจึงเท่ากับว่าได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ด้วยจิตวิญญานของตนเองที่ปราถนาอย่างแท้จริง"
สำหรับอีกหลายท่านนั้น อาจมีความฝันอย่างแรงกล้าที่จะมี "ชีวิตงามยามสูงวัย" เราจึงเห็นหลายท่านหันมาทุ่มเททำในสิ่งเป็นจิตวิญญานของตนเอง บ้างทำงานในสาขาที่ตนชอบ บ้างหาโอกาสทำควบคู่ไปกับงานประจำ หลายท่านอาสาขอทำงานที่ตรงกับความชอบหรือจริตของตนเอง แต่อีกหลายท่านก็ไม่สามารถเลือกทำงานที่ตนชอบได้ก็ยังคงทำงานนั้นแบบหาHappy zone หรือมุมที่สุขของตัวเอง
อันเป็นการเตรียมตัวเตรียมชีวิตให้ดำเนินไปอย่างปกติสุข มีสมดุลชีวิต สู่บั้นปลายอย่างมีความสุข สงบอันเป็นสุดยอดปรารถนาทางจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ได้ชื่อว่ารู้เท่าทันชีวิตนั่นเอง
หากสังเกตให้ดีแล้วเราจะพบคุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งของผู้ฝันอย่างแรงกล้าที่จะมีความผาสุกในชีวิตนั้น กล่าวโดยรวมแล้วจะเป็นผู้มีความเพียร มุ่งมั่น ฝึกสติให้นิ่ง เกิดอุเบกขา ความปล่อยวาง พยายามปลดเปลื้องขยะหัวใจออกจากตัว เพื่อให้มีพื้นที่ให้หัวใจเป็นสุขมากขึ้นทุกวัน มักจะมีความอดทนเป็นเลิศ โดยถือว่าทุกสิ่งที่เข้ามาคือโอกาส โอกาสที่ได้รับการฝึกจิต เพื่อให้มองเห็นถึงความว่างเปล่าแล้วเกิดสุข แทนการวิ่งตามอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นจากประสาทสัมผัสทั้ง๕ ดังที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับผู้สูงวัยหลายท่านที่ได้เมตตาเล่าถึงวิธีคิดวิธีอยู่เพื่อสุขในทุกๆวันว่า "สุขทุกข์อยู่ที่ใจ เกิดมาก็ไม่มีอะไรได้ถือมา กลับไป ตายจากโลกนี้ไป ก็เอาอะไรไปไม่ได้แล้วจะถืออะไรไว้ในทุกๆๆวันนั้นถูกแล้วหรือ" แล้วยังได้กรุณาเล่าต่อว่า โตแล้วก็ฝึกจิต คิดไม่ยึดติด การมีตัวตนนั้นอันตรายต่อความผาสุกของชีวิต เราต่างเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ล้วนแล้วเป็นสัตว์โลกทั้งนั้น ปรุงแต่งกันทั้งสิ้น อันนั้นของกู อันนี้ตัวกู กูเป็นเจ้านาย เธอเป็นลูกน้อง ต้องๆๆๆๆ ....แล้วพากันกำหราบกัน แทนการสร้างความเข้าใจ การให้โอกาส การมองในส่วนดี และที่สำคัญ "ตัวกู"นั้นไม่เคยมองตนอย่างเป็นกลาง เข้าข้างตัวเองทั้งนั้น โลกมันจึงโกลาหล ..." และท่านยังได้กล่าวให้ผู้เขียนฟังว่า...จะต้องอาบน้ำร้อนให้ลวกใจกระวนกระวายกันไปถึงไหนหนอ จนกระโหลกหัวตกดินงั้นหรือ"....ท่านรำพึงออกมา.." น่าสงสารว่าไหม ..แล้วความผาสุกของชีวิตจะมีไหม" ท้ายสุดท่านได้กล่าวกับผู้เขียนว่า "พรหมวิหาร๔ สังคหวัตถุ๔ หิริโอตัปปะ และอัตนังอุปมังกะเร นั่นล่ะ แนวดำเนินชีวิตอย่างรู้เท่าทันโลก และนำความผาสุกมาสู่ชีวิต"
ชีวิตงามยามสูงวัย กล่าวได้ว่าคือการมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่ประมาท เป็นการเพียรมุ่งรักษาจิตใจให้คิดดีงาม เรียนรู้โลกอย่างรู้เท่าทัน ปฏิบัติดีปฏิบัติงาม มองโลกอย่างเป็นสัจธรรม ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ไม่หลงยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น จนขาดสติ ก่อทุกข์ให้แก่ทั้งตนเองและคนรอบข้าง ฝึกให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เอาใจเขามใส่ใจเรา ละอายและเกรงกลังต่อบาป นี่คือคาถาสู่ความผาสุกในทุกๆวันและบั้นปลายขอชีวิต
ดังนั้นภายหลังเกษียณหรือความสูงวัยเข้ามาเยือน หลายท่านจึงได้โอกาสทำในสิ่งที่ปรารถนาลึกๆที่อยู่ในใจมานาน หรืออาจได้ทดลองทำมาได้ระยะหนึ่งแล้วนั้น เลยได้ทำอย่างเต็มที่ "การได้สานต่อฝันให้เป็นจริงในยามสูงวัยนั้นจึงเท่ากับว่าได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ด้วยจิตวิญญานของตนเองที่ปราถนาอย่างแท้จริง"
สำหรับอีกหลายท่านนั้น อาจมีความฝันอย่างแรงกล้าที่จะมี "ชีวิตงามยามสูงวัย" เราจึงเห็นหลายท่านหันมาทุ่มเททำในสิ่งเป็นจิตวิญญานของตนเอง บ้างทำงานในสาขาที่ตนชอบ บ้างหาโอกาสทำควบคู่ไปกับงานประจำ หลายท่านอาสาขอทำงานที่ตรงกับความชอบหรือจริตของตนเอง แต่อีกหลายท่านก็ไม่สามารถเลือกทำงานที่ตนชอบได้ก็ยังคงทำงานนั้นแบบหาHappy zone หรือมุมที่สุขของตัวเอง
อันเป็นการเตรียมตัวเตรียมชีวิตให้ดำเนินไปอย่างปกติสุข มีสมดุลชีวิต สู่บั้นปลายอย่างมีความสุข สงบอันเป็นสุดยอดปรารถนาทางจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ได้ชื่อว่ารู้เท่าทันชีวิตนั่นเอง
หากสังเกตให้ดีแล้วเราจะพบคุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งของผู้ฝันอย่างแรงกล้าที่จะมีความผาสุกในชีวิตนั้น กล่าวโดยรวมแล้วจะเป็นผู้มีความเพียร มุ่งมั่น ฝึกสติให้นิ่ง เกิดอุเบกขา ความปล่อยวาง พยายามปลดเปลื้องขยะหัวใจออกจากตัว เพื่อให้มีพื้นที่ให้หัวใจเป็นสุขมากขึ้นทุกวัน มักจะมีความอดทนเป็นเลิศ โดยถือว่าทุกสิ่งที่เข้ามาคือโอกาส โอกาสที่ได้รับการฝึกจิต เพื่อให้มองเห็นถึงความว่างเปล่าแล้วเกิดสุข แทนการวิ่งตามอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นจากประสาทสัมผัสทั้ง๕ ดังที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับผู้สูงวัยหลายท่านที่ได้เมตตาเล่าถึงวิธีคิดวิธีอยู่เพื่อสุขในทุกๆวันว่า "สุขทุกข์อยู่ที่ใจ เกิดมาก็ไม่มีอะไรได้ถือมา กลับไป ตายจากโลกนี้ไป ก็เอาอะไรไปไม่ได้แล้วจะถืออะไรไว้ในทุกๆๆวันนั้นถูกแล้วหรือ" แล้วยังได้กรุณาเล่าต่อว่า โตแล้วก็ฝึกจิต คิดไม่ยึดติด การมีตัวตนนั้นอันตรายต่อความผาสุกของชีวิต เราต่างเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ล้วนแล้วเป็นสัตว์โลกทั้งนั้น ปรุงแต่งกันทั้งสิ้น อันนั้นของกู อันนี้ตัวกู กูเป็นเจ้านาย เธอเป็นลูกน้อง ต้องๆๆๆๆ ....แล้วพากันกำหราบกัน แทนการสร้างความเข้าใจ การให้โอกาส การมองในส่วนดี และที่สำคัญ "ตัวกู"นั้นไม่เคยมองตนอย่างเป็นกลาง เข้าข้างตัวเองทั้งนั้น โลกมันจึงโกลาหล ..." และท่านยังได้กล่าวให้ผู้เขียนฟังว่า...จะต้องอาบน้ำร้อนให้ลวกใจกระวนกระวายกันไปถึงไหนหนอ จนกระโหลกหัวตกดินงั้นหรือ"....ท่านรำพึงออกมา.." น่าสงสารว่าไหม ..แล้วความผาสุกของชีวิตจะมีไหม" ท้ายสุดท่านได้กล่าวกับผู้เขียนว่า "พรหมวิหาร๔ สังคหวัตถุ๔ หิริโอตัปปะ และอัตนังอุปมังกะเร นั่นล่ะ แนวดำเนินชีวิตอย่างรู้เท่าทันโลก และนำความผาสุกมาสู่ชีวิต"
ชีวิตงามยามสูงวัย กล่าวได้ว่าคือการมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่ประมาท เป็นการเพียรมุ่งรักษาจิตใจให้คิดดีงาม เรียนรู้โลกอย่างรู้เท่าทัน ปฏิบัติดีปฏิบัติงาม มองโลกอย่างเป็นสัจธรรม ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ไม่หลงยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น จนขาดสติ ก่อทุกข์ให้แก่ทั้งตนเองและคนรอบข้าง ฝึกให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เอาใจเขามใส่ใจเรา ละอายและเกรงกลังต่อบาป นี่คือคาถาสู่ความผาสุกในทุกๆวันและบั้นปลายขอชีวิต
วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554
สุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้นำ
สุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้นำ
ดร.ประภาพร มโนรัตน์
ผู้นำคือผู้บุกเบิก ผู้สร้างสรรค์ ผู้มีวิสัยทัศน์ไกล ผู้นำการฝ่าฟันอุปสรรคสู่เส้นชัยแห่งฝันของหมู่คณะหรือองค์กรนั้นๆ และใครๆก็เป็นผู้นำได้ทั้งนั้น อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำตนเอง และการนำตนเองสู่การมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับความสำเร็จของงานนั้นนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะบ่งบอกบอกถึงศักยภาพ ความชาญฉลาดเชิงการบริหารของผู้นำ
ดังนั้นสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำหรือผู้บริหารจึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จของหมู่คณะหรือองค์กรนั้นๆ เนื่องจากผู้นำหรือผู้บริหารเป็นต้นทุนที่เรียกว่า Human Capital ที่ทำให้การบริหารงานองค์กรประสบความสำเร็จ ดังจะเห็นได้จากหลักสูตรสำหรับผู้นำหรือผู้ผู้บริหารต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงในหลายประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้นำ โดยได้กำหนดชั่วโมงแรกของหลักสูตรให้เป็นการสอนให้ตระหนักรู้ รักและใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองควบคู่กันไปกับการบริหาร และตลอดหลักสูตรยังกำหนดให้ในทุกๆวันของการอบรมนั้น มีกิจกรรมการบริหารร่างกายอย่างน้อย 1 ชั่วโมงอีกด้วย
แต่มีผลการศึกษาของนักวิชาการหลายท่านที่พบตรงกันว่าผู้นำหรือผู้บริหาร มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่สัมพันธ์กับความเครียด 8 โรค คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคกระเพาะ โรคเบาหวาน โรคมะเร็งตับ โรคถุงลมโป่งพอง และโรคกระดูกพรุน อันเนื่องมาจากความเครียดและวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพตนเองนั่นเอง ดังเช่นนายแพทย์ชัยรัตน์ สมบูรณ์ธนกิ ได้กล่าวว่า “ผู้บริหารองค์กรหรือผู้นำในการงานใดก็ตาม มีจุดมุ่งหมายในการทำงานให้เกิดการบริหารองค์กรหรืองานนั้นประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จึงมักจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทำงานหนักเพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และประหยัด องค์กรจะได้เจริญก้าวหน้าและสู่ความสำเร็จดังเป้าหมายที่ได้วางไว้ ซึ่งผู้นำหรือบริหารเหล่านี้ แม้จะไม่ได้ใช้กำลังกาย ในการทำงานหนักมากนัก แต่ก็ต้องใช้กำลังสมองอย่างมหาศาล เพื่อการคิดการวางแผน การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้งานบรรลุผล” ดังนั้นหากผู้นำหรือผู้บริหารมุ่งงานโดยไม่รักและพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตตนเองตลอดจนทีมงานอย่างแท้จริงแล้ว นอกจากการงานอาจเสี่ยงต่อการไปไม่ถึงเป้าหมายดังที่คาดหวัง ยังอาจเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการนำตนเองเองและทีมงานด้วย
นายแพทย์ชัยรัตน์ สมบูรณ์ธนกิจ.(2554).ได้เสนอแนวทางการดูแลสุขภาพง่ายๆสำหรับผู้นำหรือผู้บริหารไว้ 3 ประการดังนี้
1.การส่งเสริมสุขภาพ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด และเป็นขั้นตอนแรกเริ่มในเรื่องการดูแลสุขภาพ ได้แก่
1.1 การดูแลมวลกาย (Body Mass) ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยใช้ตัวชี้วัด BMI ในผู้ชายที่มากกว่า 25 และหญิงมากกว่า 23 ถือว่ามีมวลกายสูงกว่าเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ ยังเน้นการดูแลรูปร่างของร่างกายส่วนช่องทองที่อ้วนและอาจถึงกับลงพุง โดยควบคุมไม่ให้เส้นรอบวงระดับเอวมากเกินกว่า 80 ในหญิง 90 ในชาย อันอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน และหลอดเลือดแดงแตกซึ่งพบมากในผู้บริหารด้วยเช่นกัน
1.2 การควบคุมอาหาร โดยให้ได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ แต่ให้ได้พลังงานเกินระดับที่ต้องการเพื่อการยังชีพแต่เพียงเล็กน้อย เพื่อไม่เกิดการสะสม
1.3 การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ สามารถลดน้ำหนักจากไขมันได้ และวิธีการบริหารหรืออกกำลังกายสำหรับผู้บริหารนั้น ควรใช้วิธีการเดินเร็ว การปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ จะเป็นวิธีการออกกำลังการที่ดีและเหมาะสม เนื่องจากไม่เกิดการบาดเจ็บต่อกระดูกและข้อ
1.4 การตรวจสุขภาพประจำปี ทั้งการตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ระดับน้ำตาล เม็ดเลือด การทำงานของตับ ไต ระดับไขมัน ในกรณีที่มีความเสี่ยง ยังต้องตรวจพิเศษ เช่น tumor marker และเมื่อมีความผิดปกติ จะตรวจสืบต้นต่อจนกว่าจะรู้สาเหตุความผิดปกติ
1.5 การบริหารจิตใจ-อารมณ์ เพื่อเผชิญกับความเครียด เช่นการทำสมาธิ กำหนดลมหายใจ
2. การป้องกันโรค เรื่องของการป้องกันโรคเน้นในลักษณะของการรับวัคซีน โดยเฉพาะผู้บริหารที่อายุ 50 ปีขึ้นไป เช่นวัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในสตรีเป็นต้น รวมถึงการใช้ชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาพตนเองจะเป็นวัคซีนชีวิตที่มีคุณภาพสูง ลดและชะลอการเกิดโรคเรื้อรังได้เป็นอย่างดี
3.การรักษาโรค มีโรคพบบ่อยในผู้บริหารและมักเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก เช่นเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษา รับยาอย่างต่อเนื่องตลอดไป เพื่อไม่ให้เกิดอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ในกลุ่มนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องปรับการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับแนวทางการรักษาด้วย ซึ่งผู้นำหรือผู้บริหารเองควรให้ความสำคัญด้วย
ทั้งนี้ความรู้ในการดูแลสุขภาพดังได้กล่าวนี้ สามารถนำไปใช้เพื่อสุขภาพได้ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าและสำคัญที่สุด คือความตระหนักในการยึดปฏิบัติของผู้นำและผู้บริหารมากกว่า จึงควรยึดหลักที่ว่า “สุขภาพที่ดี ต้องเริ่มจากตัวเอง”และ “สุขภาพดีไม่มีขายอยากได้ต้องทำเอาเอง”
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บรรณานุกรม
ชัยรัตน์ สมบูรณ์ธนกิจ. (2554).สุขภาพผู้บริหาร.เอกสารอัดสำเนา.
ทองพิพภา วิริยะพันธุ์.(2552).ทักษะผู้บริหาร.เอกสารอัดสำเนา.
ประสิทธิ์ วัฒนาภา.(2553).แนวปฏิบัติการดูแลสุขภาพตนเองของผู้บริหาร.เอกสารอัดสำเนา.
ประภาพร มโนรัตน์ (2553).การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพสำหรับครูก่อนเกษียณ. เอกสารอัดสำเนา.
สุรีย์รัตน์ พิทักษ์.(2552).โรคสุดฮิตของผู้บริหาร.เอกสารอัดสำเนา.
นวัตกรรม ผ้าพยุงหลังประทังปวด
นวัตกรรม ผ้าพยุงหลังประทังปวด
ดร.ประภาพร มโนรัตน์*
ภัทราภรณ์ ฮวดตา เพ็ญนภา ไชยคต และคณะ **
หลักการและเหตุผล
อาการปวดหลังที่เกิดจากสาเหตุการนั่งหรือยืนทำงานท่าใดท่าหนึ่งนานๆหรือมีอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมนั้นมักพบมากในบุคคลวัยทำงานได้มากและก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานไม่สุขสบายในขณะทำงานและในชีวิตประจำวัน หากบุคคลยังคงทำงานท่าใดท่าหนึ่งนานๆโดยไม่ใส่ใจตระหนักที่จะหลีกเลี่ยงการมีอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องขณะทำงานแล้วจะนำไปสู่ภาวะที่มีกล้ามเนื้อหลังที่ไม่แข็งแรงพอที่จะยึดกระดูกสันหลังให้ตั้งตรงตามปกติได้ ก็จะก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อหลังเรื้อรังทุกข์ทรมานยิ่งขึ้นและฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ยาก อันจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของบุคคลนั้นอย่างยาวนาน (สุรเกียรติ อาชานานุภาพ, 2547) ดังที่กลุ่มนักศึกษาได้สำรวจปัญหาสุขภาพของบุคคลวัยทำงานของหมู่บ้านนาโปร่ง จังหวัดอุตรดิตถ์พบว่าส่วนใหญ่มีปัญหาปวดหลังเป็นๆ หาย ๆ และบางรายปวดหลังเรื้อรัง ดังนั้นกลุ่มนักศึกษาจึงได้ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของบุคคลวัยทำงานเจาะลึกจำนวน 8 คน ซึ่งมีอาชีพรับจ้างรีดผ้า ช่างเย็บผ้า ค้าขายของชำ และรับจ้างเก็บผักบุ้ง พบว่าทุกคนมีอาการไม่สุขสบายจากการปวดหลังทุกวันอันเนื่องมาจากพฤติกรรมการทำงานไม่เหมาะสมได้แก่ การนั่ง หรือยืนนานๆ และก้มๆเงยๆ และมักแก้ปัญหาด้วยการรับประทานยาแก้ปวดเมื่อมีอาการปวดหลัง ได้แนะนำให้หมั่นเปลี่ยนอริยาบท และทำกายบริหารกล้ามเนื้อบ่อยๆ อาการทุเลาลงบ้าง แต่ยังคงไม่สุขสบายจากอาการปวดหลังทุกวันเนื่องจากจำเป็นต้องทำงานทุกวันเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เลี้ยงครอบครัว
ผ้าพยุงหลังประทังปวดเป็นนวตกรรมที่กลุ่มนักศึกษาประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุที่หาง่ายและเหลือใช้ในหมู่บ้านนาโปร่งเพื่อใช้ลดอาการไม่สุขสบายจากอาการปวดหลังขณะทำงาน โดยมีหลักการทำงานคือ การป้องกันการเคลื่อนไหวตามลักษณะการออกแบบของตัวผ้าพยุงหลังที่มีทั้งแถบผ้าที่รัดบริเวณหน้าท้อง และโครงเหล็กเส้นยืนที่ช่วยพยุงแนวกระดูกสันหลังให้ตั้งตรง เพื่อป้องกันการทรุดตัวในแนวดิ่ง พร้อมกับช่วยป้องกันการเกิดแรงดันขึ้นในช่องท้องเมื่อก้มตัวมากขึ้น
วัตถุประสงค์
เพื่อใช้ป้องกันและบรรเทาอาการปวดหลังทั้งในขณะทำงานและเมื่อมีอาการปวดหลัง
..........................................................................................................................................................................
*ดร.ประภาพร มโนรัตน์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ ภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์
**น.ส. ภัทราภรณ์ ฮวดตา นส.เพ็ญนภา ไชยคต นส.เพชรธิดา พุ่มไพจิตร นส.ไพรินทร์ วงษา นส.ภัทราภรณ์ จันทร์เพ็ง นส.ภัทราภรณ์ ผะดาวัลย์ นส.ภัทราภา วัฒนฤกษ์ปรีชา และนส.ภัสสรณ์ ยะเกี๋ยงคำ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์.
ขั้นตอนการดำเนินการ
1. ประเมินภาวะสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายบุคคลวัยทำงาน โดยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และพฤติกรรมสุขภาพ
2. นำข้อมูลที่ได้มารวบรวม จัดประเภทของข้อมูลและคัดกรองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเพื่อจัดหาข้อเสนอแนะการส่งเสริมสุขภาพ และจัดทำนวัตกรรมที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาอาการไม่สุขสบายจากปวดหลัง
3. ศึกษาค้นคว้าหลักการและแนวทางการทำนวตกรรมเพื่อสุขภาพ
4. สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการปวดหลังและสาเหตุของการปวดหลังในวัยทำงาน การปวดหลังจากการประกอบอาชีพและหลักการแนวทางลดและแก้ไขปัญหาปวดหลัง ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมที่สอดคล้องกับข้อมูลของกรณีศึกษาทั้งความเป็นมา หลักการของนวตกรรม ประโยชน์ ขั้นตอนการใช้นวัตกรรมที่เหมาะสม ข้อควรระวังและข้อห้ามใช้ และกลุ่มเป้าหมายของนวัตกรรม
5. ออกแบบนวตกรรมโดยยึดหลักการช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสุขสบายขึ้น และอาการปวดหลังลดลงหรือหายไป และช่วยป้องกันการปวดหลัง ด้วยการส่งเสริมให้กล้ามเนื้อหลังสามารถทำหน้าที่พยุงแนวกระดูกสันหลังให้ตั้งตรง เพื่อป้องกันการทรุดตัวในแนวดิ่ง พร้อมกับช่วยป้องกันการเกิดแรงดันขึ้นในช่องท้องเมื่อก้มตัวมากขึ้น พร้อมให้ความสุขสบายเมื่อใช้ และเน้นการทำขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ หาง่าย ในท้องถิ่น
6.นำแบบนวตกรรมไปให้ปราชญ์ชาวบ้านและกลุ่มเป้าหมายตรวจสอบเสนอแนะด้านการใช้วัสดุหาง่าย เหลือใช้ในท้องถิ่นในการทำนวตกรรม
7.นำแบบนวตกรรมที่ออกแบบไว้ไปหาผู้เชี่ยวชาญนักกายภาพตรวจสอบแบบและวิพากษ์ประสิทธิผลที่คาดว่าจะเกิดกับผู้ใช้ทั้งประโยชน์และความเสี่ยงต่อสุขภาพ
8.ปรับปรุงแก้ไขแบบ
9.จัดทำนวัตกรรมและสื่อแผ่นพับคู่มือการใช้นวตกรรม มีขั้นตอนดังนี้
9.1 วัดขนาดนวตกรรม
1)ความยาวผ้าพยุงหลังวัดจากรอบเอวผู้ใช้เผื่อติดตีนตุ๊กแกป้ายประกบกันอีกประมาณ10นิ้ว
2)ความกว้าง(แนวดิ่ง)ผ้าพยุงหลังวัดจากใต้ชายโครงประมาณ 1 นิ้ว-ปุ่มกระดูกเอว
3)วัดแนววางเหล็กตามยาวพยุงกล้ามเนื้อหลัง 2 ข้าง โดยวัดจากร่องกระดูกสันหลังถึงแนวสันกล้ามเนื้อ
9.2 เตรียมอุปกรณ์ทำนวตกรรม
-เทปตุ๊กแก ยาวประมาณ 10 นิ้ว | ราคา 12 บาท |
-ยางยืด ยาว 12 นิ้ว | ราคา 2 บาท |
-เศษผ้า (คุณลักษณะคล้ายผ้าดิบ) ขนาดรอบเอว | ราคา 10 บาท |
-ด้ายเย็บผ้า | ราคา 10 บาท |
-ฉากชลาย 3 เส้น | ราคา 10 บาท |
-เส้นแบนมีเนียม | ราคา 20 |
-กระดาษโพสเตอร์ 2 หน้า 1 แผ่น | ราคา 5บาท |
-กระดาษโพสเตอร์สีสะท้อนแสงบาง 1 แผ่น | ราคา 5 บาท รวม 74 บาท |
9.3 เขียนแบบลงบนกระดาษ
9.4 ตัดผ้าตามแบบกระดาษ
9.5 เย็บตามที่ออกแบบไว้และประกอบนวตกรรม
10. นำนวตกรรมที่เสร็จแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ(นักกายภาพ)ตรวจสอบครั้งที่2และปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ
11.จัดทำแผ่นพับคู่มือการใช้นวตกรรมที่ระบุข้อความหลักได้แก่ ความสำคัญของนวตกรรม ประโยชน์ วิธีการใช้นวตกรรมและข้อควรระวัง
วิธีการใช้นวตกรรม ใช้พันรอบเอวโดยให้ผ้าพยุงหลังประทังปวดแนบไปกับลำตัวด้านหลังตามแนวเหล็กที่ดัดเป็นรูปโค้งตามแนวกระดูกและกล้ามเนื้อหลังไว้
12.ทดสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผลนวตกรรม โดยนำไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมายเป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยติดตามผลการใช้ทุกวันในสัปดาห์แรก และสัปดาห์ละครั้งในสัปดาห์ที่ 2-4 หากมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์เช่น ผื่นคัน รอยแดงบริเวณผิวที่สัมผัสกับผ้าพยุงหลัง หรือแน่น อึดอัดหายใจ ไม่สะดวก และอื่นๆจะหยุดการใช้นวตกรรม ซึ่งมีกระบวนการให้กลุ่มเป้าหมายกรณีศึกษาได้ทดลองใช้คือ ให้ความมั่นใจในการทดลองใช้นวตกรรมแก่กรณีศึกษาและครอบครัวโดยชี้แจงวัตถุประสงค์ในการใช้นวัตกรรม ประโยชน์และความสำคัญ การเตรียมตัว การใช้นวัตกรรม การสังเกตผลข้างเคียงในการใช้นวัตกรรม “ผ้าพยุงหลังประทังปวด”และให้ทดลองใช้นวตกรรม
ผลการศึกษา
1.กลุ่มเป้าหมายกรณีศึกษาทุกคน สุขสบายขึ้น อาการปวดหลังหายไป และไม่ได้รับประทานยาแก้ปวดลดอาการปวดอีกตลอดช่วงเวลาที่ได้ทดลองใช้นวตกรรมผ้าพยุงหลังประทังปวด
2.กลุ่มเป้าหมายกรณีศึกษาพึงพอใจต่อการใช้นวตกรรมผ้าพยุงหลังประทังปวด
3.กลุ่มเป้าหมายกรณีศึกษาไม่มีอาการข้างเคียงจากการใช้ใดๆ เช่นผื่นคัน รอยแดงบริเวณผิวที่สัมผัสกับผ้าพยุงหลัง หรือแน่น อึดอัดหายใจ ไม่สะดวก และอื่นๆ
4.กลุ่มเป้าหมายได้ขยายผลแนะนำเพื่อนบ้านให้ได้ยืมทดลองใช้
สรุปและอภิปรายผล
การจัดทำนวตกรรมผ้าพยุงหลังประทังปวดในครั้งนี้เป็นการประดิษฐ์ขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพของกรณีศึกษาที่เป็นบุคคลวัยทำงานที่มีพฤติกรรมสุขภาพขณะทำงานที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่สุขสบายจากอาการปวดหลัง เมื่อได้จัดทำนวตกรรมเสร็จแล้วได้ทดลองใช้ในกลุ่มเป้าหมายกรณีศึกษา จำนวน 8 ราย พบว่านวตกรรมมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลคือ กลุ่มเป้าหมายกรณีศึกษาทุกคน สุขสบายขึ้น อาการปวดหลังหายไป และไม่ได้รับประทานยาแก้ปวดลดอาการปวดอีก ตลอดช่วงเวลาที่ได้ทดลองใช้นวตกรรมผ้าพยุงหลังประทังปวด มีความพึงพอใจต่อการใช้นวตกรรมผ้าพยุงหลังประทังปวด และไม่มีอาการข้างเคียงจากการใช้ใดๆ เช่นผื่นคัน รอยแดงบริเวณผิวที่สัมผัสกับผ้าพยุงหลัง หรือแน่น อึดอัดหายใจ ไม่สะดวก และอื่นๆ และพบว่ากลุ่มเป้าหมายได้ขยายผลแนะนำเพื่อนบ้านให้ได้ยืมทดลองใช้อีกด้วย ซึ่งสามารถอภิปรายได้ว่า นวตกรรมผ้าพยุงหลังประทังปวดที่ได้จัดทำขึ้นนั้น พัฒนาขึ้นจากข้อมูลพื้นฐานที่เฉพาะเจาะจงที่รวบรวมได้จากกลุ่มเป้าหมายกรณีศึกษา เพื่อใช้แก้ปัญหาสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายโดยมีหลักการคือการส่งเสริมให้กล้ามเนื้อหลังสามารถทำหน้าที่พยุงแนวกระดูกสันหลังให้ตั้งตรง เพื่อป้องกันการทรุดตัวในแนวดิ่ง พร้อมกับช่วยป้องกันการเกิดแรงดันขึ้นในช่องท้องเมื่อก้มตัวมากขึ้น พร้อมให้ความสุขสบายเมื่อใช้ และเน้นการทำขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ หาง่าย ในท้องถิ่น โดยมีกระบวนการประเมินภาวะสุขภาพกรณีศึกษาและพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสุขภาพ ศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหลักการทำนวตกรรมและนวตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลังจากการทำงานแล้วกำหนดแนวคิดหลักการของนวตกรรมที่มีความเฉพาะกับปัญหาของกรณีศึกษาออกแบบนวตกรรมโดยให้กรณีศึกษาและปราชญ์ชุมชนมีส่วนร่วม ตรวจสอบนวตกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ ปรับแก้ไขให้เหมาะสมแล้วจึงใช้กับกลุ่มเป้าหมายกรณีศึกษา จึงสามารถตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพและแก้ไขสภาพปัญหาปวดหลังจากการทำงานของกรณีศึกษาได้
ผลกระทบที่เกิดกับสังคม มีการขยายผลสู่สังคมดังนี้
1. สถานีอนามัยตำบลท่าเสา จังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุตรดิตถ์ได้ส่งเสริมให้กลุ่มอสม.ที่ร่วมงานและให้คำปรึกษา และช่วยตัดเย็บร่วมกับกลุ่มนักศึกษาเป็นแกนนำทำนวตกรรมให้กับผู้ป่วยปวดหลังจากการทำงานที่สถานีอนามัยตรวจและสั่งใช้นวตกรรมผ้าพยุงหลังประทังปวด
2.สถานีอนามัยและวิทยาลัยมีการวางแผนขยายผลโดยให้มีมุมนวตกรรมที่สถานีอนามัย และอบรมให้มีแกนนำอสม.ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยปวดหลังในวัยทำงาน และวัยอื่นที่มีอาการปวดหลังจากการทำงาน ทำนวตกรรมให้ผู้ป่วยใช้เพื่อให้สุขสบายขึ้นลดแลป้องกันอาการปวดหลัง และลดการใช้ยาแก้ปวดลง
ข้อเสนอแนะ
วิทยาลัยควรร่วมกับสถานีอนามัยวางแผนพัฒนานวตกรรมโดยติดตามผลภายหลังการใช้นวตกรรมระยะยาวเพื่อพัฒนานวตกรรมให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น และควรให้ความรู้ในการใช้ผ้าพยุงหลังประทังปวดที่ถูกต้อง เน้นติดตามประเมินผลการใช้ที่ไม่ถูกต้องได้แก่ การใช้ตลอดเวลา หรือนานเกินไป ทำให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนตัวขาดความยืดหยุ่นและแข็งแรง จนเป็นสาเหตุให้ต้องพึ่งผ้าพยุงหลังประทังปวดตลอดเวลาอันเป็นผลเสียต่อสุขภาพ
บรรณานุกรม
สถาบันพระบรมราชชนก(2551).การปฏิบัติสู่นวตกรรมและการวิจัย. รวมผลงานวิชาการที่ได้รับคัดเลือก
นำเสนอในการประชุมระดับชาติประจำปี 2551, สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข.
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สมาคมศิษย์เก่าพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข สถาบันพระบรมราช
ชนก.(2553).การประชุมวิชาการระดับชาติเรื่อง “ศักยภาพนักศึกษา: เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ
นำเสนอผลงาน” วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี เครือข่ายวิทยาลัยภาคกลาง1.
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บริษัทเซเรบอส(ประเทศไทย)จำกัด วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี
อุตรดิตถ์ (2553). การประชุมวิชาการระดับชาติประจำปี 2553 เรื่อง ความเป็นเลิศในการสร้างเสริม
สุขภาพ: คุณค่าแห่งความสำเร็จขององค์กร .สถาบันพระบรมราชชนก, กระทรวงสาธารณสุข.
สุรเกียรติ อาชานานุภาพ .( 2547) ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์หมอ
ชาวบ้าน.
ประสบการณ์การจัดการเรียนรู้สร้างสุขภาวะในชุมชน
ประสบการณ์การจัดการเรียนรู้สร้างสุขภาวะในชุมชน
:ถอดบทเรียนจากมหกรรมตลาดนัดสุขภาพดีวิถีไทยห่างไกลโรคเรื้อรัง
ดร.ประภาพร มโนรัตน์
“พวกเราลองมาคิดกันดูเล่นๆ ซิคะ ว่า เราจะมีวิธีใดเชิญชวนชาวบ้านให้กระตือรือร้นอยากมาร่วมกิจกรรมของเราและตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เราร่วมกันจัดให้เขา และเขาได้ประโยชน์ที่สุดในวันงานที่ลานเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร”อาจารย์ดร.ประภาพรอาจารย์นิเทศนักศึกษาพยาบาลกล่าวชวนคิดชวนคุยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการประชุมที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)ที่ทุกคนกำลังขบคิดไปมาว่าจะออกแบบจัดงานให้ชาวบ้านรู้และเข้าใจโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาชุมชนอย่างไรดี ลุงชิดประธานอสม.บอกว่า “เคยจัดอบรมก็บ่อยครับคุณหมอ แต่ก็งั้นๆไม่มีของแจกก็ไม่มา” “...บ้างก็มาเพราะเกรงใจ” ผู้ใหญ่เสริม หมอวัลลภาพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชนประจำรพ.สต.ให้ความเห็นว่า “ถ้างั้นอบรมให้ความรู้ชาวบ้านเหมือนเดิมก็คงจะต้องพับไปก่อนเพราะอบเท่าไรก็ไม่ได้นำไปใช้เลย ยังมีคนป่วยด้วยโรคเรื้อรังมากขึ้นทุกวัน ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง” “อือ..ครับใช่ๆ ถามความรู้ในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคเรื้อรัง ก็ยังไม่รู้เหมือนเดิม” หมอสามารถผอ.รพ.สต.กล่าวสนับสนุน “แล้วนักศึกษาล่ะคะมีความเห็นว่าอย่างไร” ดร.ประภาพร โยนก้อนหินถามทางไปยังนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 ที่มาฝึกการเป็นพยาบาลอนามัยชุมชนที่นี่ 10 ชีวิต ศึกษาชุมชนมาแล้ว2สัปดาห์พบปัญหาชุมชนคือชาวบ้านท่วมแล้วมีความรู้เกี่ยวกับโรคเรื้อรังน้อย ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข “อาจารย์คะ ที่อาจารย์ให้พวกเราแบ่งกลุ่มไปศึกษาว่าที่อื่นมีการจัดกิจกรรมสร้างสุขภาพกันอย่างไรโดยสืบค้นทางอินเตอร์เน็ท และให้ไปถามกลุ่มน้องปี 2 ที่ประสบความสำเร็จในการทำโครงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วยด้วยนวตกรรมสุขภาพที่ชุมชนท่าอิฐบน และศึกษาวิถีตลาดนัดของชุมชนบ้านท้องลับแลเองเมื่อวันก่อนน่ะค่ะ พวกเราเอามาคุยกันแล้วค่ะ เราพบว่าเดี๋ยวนี้มักจัดกันในรูปแบบนิทรรศการเป็นซุ้มจัดแสดงความรู้ต่างๆ มีคนคอยอธิบายให้คนเข้าชมเข้าใจสิ่งที่นำมาจัดแสดง และใช้ชื่องานว่าคาราวานบ้าง มหกรรมบ้างทำให้น่าสนใจค่ะ แล้วจากที่ไปคุยกับน้องพบว่าสิ่งที่ทำให้โครงการของน้องน่าสนใจคนเข้าร่วมกิจกรรมมากและพึงพอใจในกิจกรรมก็คือการมีนวตกรรมสุขภาพที่น้องร่วมกับผู้มีปัญหาสุขภาพและชุมชนสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจริงๆ ทั้งนวตกรรมห้าห่วงบริหารกายด้วยฤาษีดัดตนและไม้พลองยืดเหยียดมานำเสนอและสาธิตการใช้ในวันงานและมอบให้กับผู้มีปัญหาสุขภาพไว้ใช้ดูแลตนเองค่ะ สำหรับข้อคิดจากตลาดนัดนั้นพวกหนูได้พบว่า ตลาดนัดนั้นมีเสน่ห์ตรงที่มีสินค้าหลากหลายให้ได้เลือกซื้อเลือกหาตามใจชอบ คือจะพูดว่ามีตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบก็ว่าได้ค่ะ แถมราคายังถูกมากๆด้วย เข้าถึงง่าย ไม่มีพิธีรีตอง บรรยากาศสบายๆ ผ่อนคลาย คนที่มาจับจ่ายซื้อของก็รู้จักกันทักทายกันตลอด ดูเขามีความสุขกันค่ะ” เกศินี หัวหน้ากลุ่มนักศึกษากล่าวท้าวความถึงสิ่งที่กลุ่มตนค้นพบอย่างภาคภูมิใจ “ค่ะ พวกเราเลยได้แง่คิดมานำเสนอในที่ประชุมวันนี้ว่า เราลองมาจัดเป็นตลาดนัดสุขภาพกันดีไหมคะ? จัดให้เป็นมหกรรมตลาดนัดเลยค่ะ ที่ลานเจ้าฟ้าฮ่ามของหมู่บ้าน สินค้าของเราก็แจกฟรีกันเป็นซุ้มๆค่ะ เช่นซุ้มจัดแสดงเรื่องโรคความดันและการดูแลตนเองให้ห่างโรค โรคเบาหวานและการดูแลตนเองให้ห่างโรค โรคหัวใจและการดูแลกันเองให้ห่างโรค โรคมะเร็งและการดูแลตนเองให้ห่างโรค การส่งเสริมสุขภาพตนเองให้ห่างโรคเรื้อรังด้วยกายบริหารฤาษีดัดตน ประมาณนี้ค่ะ” ลลิตรพร นักศึกษาคนพูดเก่งของกลุ่ม กล่าวเสนอแนวคิดจบเสียงที่ประชุมปรบมือกันลั่นห้อง แล้วหลายเสียงก็พูดพร้อมกันกันว่าดีๆๆยิ้มหัวเราะกันออกมาได้ หลังจากที่คิดหาวิธีกันมานาน ผู้ใหญ่ออกปากชมว่า“โอ้โห สุดยอดของความคิดเชียว โดนใจจริงๆ” นิศารัตน์นักศึกษาพยาบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า “เราจะมีนวตกรรมด้วยค่ะเพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการอธิบายเรื่องโรค ผลกระทบของโรคจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้องค่ะ คิดว่าเราทำหลอดเลือดจำลองขนาดใหญ่ที่มองเห็นไขมันพอกหลอดเลือดดีไหมคะ เพื่อใช้อธิบายว่ากินหวาน กินไขมันเยอะ ก็จะมีไขมันมาพอกด้านในหลอดเลือดให้เห็น เราจะใช้ท่ออะไรดีคะ” ลุงอินทร์ ประธานอสม.บอกว่า “ไม้ไผ่ไง ลำใหญ่ดีเราฝานออกครึ่งหนึ่งทาสีแดงด้านนอกให้เป็นหลอดเลือด ข้างในก็เอาดินเหนียวมาปั้นเป็นเปลวไขมันเกาะ ดีไหม ไม้ไผ่กะดินเหนียวบ้านเรามีเยอะแยะ เดี๋ยวพวกเราอสม.ก็มาช่วยกันทำ” หมอสามารถพูดปนหัวเราะชอบใจกล่าวสนับสนุนแนวคิดของลุงชิด “ เยี่ยมเลยลุง พวกเราว่าไง หันไปถามที่ประชุม” “ดีสิหมอ แหมชักตื่นเต้น อยากให้ถึงวันจริงๆแล้วสิ หรือว่าไงพวกเรา” ลุงอสม.รุ่นดึกกล่าวหัวเราะอย่างถูกใจ “แหมดีจังค่ะ แล้วใครจะเป็นคนถ่ายทอดความรู้ให้ชาวบ้านในแต่ละซุ้มล่ะคะ” “จะต้องรบกวนพี่ๆอสม.แบ่งกลุ่มกันมาอยู่กับพวกหนูในแต่ละซุ้มล่ะค่ะ แล้วเรามาซ้อมกันก่อนถึงวันจริง” นภาพร นักศึกษากล่าวตอบโดยเชิญชวนอสม.เข้าร่วมกิจกรรม “ดีค่ะ อสม.เองจะได้ถือโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้การให้คำปรึกษาและการชี้แนะโรคเรื้อรังกับนักศึกษาด้วย” หมอวัลภา พยาบาลสาวกล่าว ดร.ประภาพร กล่าวชมแล้วเสริมก่อนปิดการประชุมวันนั้นว่า “มีข้อสังเกตว่าที่นี่มีพืชผักสมุนไพรที่เป็นอาหารพื้นบ้านเกือบทุกบ้านเลยเช่นพวกผักโขม ผักกูด ผักปรัง สะเดา ขี้เหล็ก ขิงข่า ตะไคร้ เพกา ผักกันชงและอื่นๆอีกเยอะ จึงอยากฝากไว้ให้นำมาศึกษาสรรพคุณกันอย่างจริงจัง แล้วนำไปไว้ในแต่ละซุ้มแนะนำสรรพคุณเป็นอาหารต้านโรค ลดไขมัน ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันได้ จะทำให้คนที่เข้ามาช้อบปิ้งตลาดนัดสุขภาพของเราแล้วได้ทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับโรค ผลกระทบต่อสุขภาพแล้วยังได้แนวทางปฏิบัติตัวไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆเลย อ้อ ! แล้ววิธีขายสินค้าในแต่ละซุ้มของเราก็อาจมีปูเสื่อนั่งจับเข่าคุยขายของกันอย่างที่ท่านผอ.สามารถว่าก็เห็นด้วยนะคะ ก็ นี่ล่ะเสน่ห์ตลาดนัดสุขภาพดีวิถีไทยห่างไกลโรคเรื้อรังอย่างแท้จริงเชียว”
ความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการจัดบริการสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทย
ความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการจัดบริการสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทย
:กรณีศึกษา สถานบริการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุตรดิตถ์
Clients' Satisfaction of Thai Traditional Medical Services : A case study of Thai Traditional Medical Clinic
in Boromarajonani College of Nursing, Uttaradit
อ. อรทัย แซ่ตั้ง
ดร. ประภาพร มโนรัตน์
บทคัดย่อ
สถานบริการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์เป็นสถานบริการทางสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข มีพันธกิจด้านการจัดบริการสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทยครอบคลุม 4 มิติคือ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพตามขอบเขตมาตรฐานการดำเนินงานการแพทย์แผนไทย ของกระทรวงสาธารณสุข การประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาการจัดบริการสุขภาพที่เป็นไปตามมาตรฐานและมีคุณภาพตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ ชุมชน และสังคม
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มารับบริการสถานแพทย์แผนไทย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้มารับบริการการแพทย์แผนไทย ระหว่าง 1 สิงหาคม 2553 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2554 จำนวน 190 คน โดยการเลือกแบบบังเอิญ (Accidental sampling) รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยดัดแปลงจากเครื่องมือประเมินผลความพึงพอใจในการใช้บริการสถานบริการแพทย์แผนไทยของคณะกรรมการพัฒนามาตรฐานงานบริการการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 2546)ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหามีค่าCVIเท่ากับo.86และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับo.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อบริการการแพทย์แผนไทยโดยรวมอยู่ในระดับมาก(x=4.21,SD=0.43)โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุดด้านเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้บริการอยู่ในระดับมาก(x=4.38,SD=0.46)รองลงมาได้แก่ความพึงพอใจด้านสถานที่และความพึงพอใจด้านกระบวนการให้บริการอยู่ในระดับมาก(x=4.20,SD=0.52และ x=4.15, SD=0.50 ตามลำดับ) ส่วนค่าคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่ำสุดคือ ความพึงพอใจด้านคุณภาพบริการ อยู่ในระดับมาก(x=4.10, SD=0.52)และเสนอแนะให้ปรับปรุงเกี่ยวกับการติดป้ายประชาสัมพันธ์ตำแหน่งที่ตั้งของสถานบริการ บริการที่จอดรถและขยายเวลาการให้บริการในช่วงเย็นและวันหยุด
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)