สุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้นำ
ดร.ประภาพร มโนรัตน์
ผู้นำคือผู้บุกเบิก ผู้สร้างสรรค์ ผู้มีวิสัยทัศน์ไกล ผู้นำการฝ่าฟันอุปสรรคสู่เส้นชัยแห่งฝันของหมู่คณะหรือองค์กรนั้นๆ และใครๆก็เป็นผู้นำได้ทั้งนั้น อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำตนเอง และการนำตนเองสู่การมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับความสำเร็จของงานนั้นนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะบ่งบอกบอกถึงศักยภาพ ความชาญฉลาดเชิงการบริหารของผู้นำ
ดังนั้นสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำหรือผู้บริหารจึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จของหมู่คณะหรือองค์กรนั้นๆ เนื่องจากผู้นำหรือผู้บริหารเป็นต้นทุนที่เรียกว่า Human Capital ที่ทำให้การบริหารงานองค์กรประสบความสำเร็จ ดังจะเห็นได้จากหลักสูตรสำหรับผู้นำหรือผู้ผู้บริหารต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงในหลายประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้นำ โดยได้กำหนดชั่วโมงแรกของหลักสูตรให้เป็นการสอนให้ตระหนักรู้ รักและใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองควบคู่กันไปกับการบริหาร และตลอดหลักสูตรยังกำหนดให้ในทุกๆวันของการอบรมนั้น มีกิจกรรมการบริหารร่างกายอย่างน้อย 1 ชั่วโมงอีกด้วย
แต่มีผลการศึกษาของนักวิชาการหลายท่านที่พบตรงกันว่าผู้นำหรือผู้บริหาร มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่สัมพันธ์กับความเครียด 8 โรค คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคกระเพาะ โรคเบาหวาน โรคมะเร็งตับ โรคถุงลมโป่งพอง และโรคกระดูกพรุน อันเนื่องมาจากความเครียดและวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพตนเองนั่นเอง ดังเช่นนายแพทย์ชัยรัตน์ สมบูรณ์ธนกิ ได้กล่าวว่า “ผู้บริหารองค์กรหรือผู้นำในการงานใดก็ตาม มีจุดมุ่งหมายในการทำงานให้เกิดการบริหารองค์กรหรืองานนั้นประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จึงมักจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทำงานหนักเพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และประหยัด องค์กรจะได้เจริญก้าวหน้าและสู่ความสำเร็จดังเป้าหมายที่ได้วางไว้ ซึ่งผู้นำหรือบริหารเหล่านี้ แม้จะไม่ได้ใช้กำลังกาย ในการทำงานหนักมากนัก แต่ก็ต้องใช้กำลังสมองอย่างมหาศาล เพื่อการคิดการวางแผน การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้งานบรรลุผล” ดังนั้นหากผู้นำหรือผู้บริหารมุ่งงานโดยไม่รักและพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตตนเองตลอดจนทีมงานอย่างแท้จริงแล้ว นอกจากการงานอาจเสี่ยงต่อการไปไม่ถึงเป้าหมายดังที่คาดหวัง ยังอาจเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการนำตนเองเองและทีมงานด้วย
นายแพทย์ชัยรัตน์ สมบูรณ์ธนกิจ.(2554).ได้เสนอแนวทางการดูแลสุขภาพง่ายๆสำหรับผู้นำหรือผู้บริหารไว้ 3 ประการดังนี้
1.การส่งเสริมสุขภาพ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด และเป็นขั้นตอนแรกเริ่มในเรื่องการดูแลสุขภาพ ได้แก่
1.1 การดูแลมวลกาย (Body Mass) ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยใช้ตัวชี้วัด BMI ในผู้ชายที่มากกว่า 25 และหญิงมากกว่า 23 ถือว่ามีมวลกายสูงกว่าเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ ยังเน้นการดูแลรูปร่างของร่างกายส่วนช่องทองที่อ้วนและอาจถึงกับลงพุง โดยควบคุมไม่ให้เส้นรอบวงระดับเอวมากเกินกว่า 80 ในหญิง 90 ในชาย อันอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน และหลอดเลือดแดงแตกซึ่งพบมากในผู้บริหารด้วยเช่นกัน
1.2 การควบคุมอาหาร โดยให้ได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ แต่ให้ได้พลังงานเกินระดับที่ต้องการเพื่อการยังชีพแต่เพียงเล็กน้อย เพื่อไม่เกิดการสะสม
1.3 การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ สามารถลดน้ำหนักจากไขมันได้ และวิธีการบริหารหรืออกกำลังกายสำหรับผู้บริหารนั้น ควรใช้วิธีการเดินเร็ว การปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ จะเป็นวิธีการออกกำลังการที่ดีและเหมาะสม เนื่องจากไม่เกิดการบาดเจ็บต่อกระดูกและข้อ
1.4 การตรวจสุขภาพประจำปี ทั้งการตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ระดับน้ำตาล เม็ดเลือด การทำงานของตับ ไต ระดับไขมัน ในกรณีที่มีความเสี่ยง ยังต้องตรวจพิเศษ เช่น tumor marker และเมื่อมีความผิดปกติ จะตรวจสืบต้นต่อจนกว่าจะรู้สาเหตุความผิดปกติ
1.5 การบริหารจิตใจ-อารมณ์ เพื่อเผชิญกับความเครียด เช่นการทำสมาธิ กำหนดลมหายใจ
2. การป้องกันโรค เรื่องของการป้องกันโรคเน้นในลักษณะของการรับวัคซีน โดยเฉพาะผู้บริหารที่อายุ 50 ปีขึ้นไป เช่นวัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในสตรีเป็นต้น รวมถึงการใช้ชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาพตนเองจะเป็นวัคซีนชีวิตที่มีคุณภาพสูง ลดและชะลอการเกิดโรคเรื้อรังได้เป็นอย่างดี
3.การรักษาโรค มีโรคพบบ่อยในผู้บริหารและมักเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก เช่นเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษา รับยาอย่างต่อเนื่องตลอดไป เพื่อไม่ให้เกิดอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ในกลุ่มนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องปรับการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับแนวทางการรักษาด้วย ซึ่งผู้นำหรือผู้บริหารเองควรให้ความสำคัญด้วย
ทั้งนี้ความรู้ในการดูแลสุขภาพดังได้กล่าวนี้ สามารถนำไปใช้เพื่อสุขภาพได้ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าและสำคัญที่สุด คือความตระหนักในการยึดปฏิบัติของผู้นำและผู้บริหารมากกว่า จึงควรยึดหลักที่ว่า “สุขภาพที่ดี ต้องเริ่มจากตัวเอง”และ “สุขภาพดีไม่มีขายอยากได้ต้องทำเอาเอง”
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
บรรณานุกรม
ชัยรัตน์ สมบูรณ์ธนกิจ. (2554).สุขภาพผู้บริหาร.เอกสารอัดสำเนา.
ทองพิพภา วิริยะพันธุ์.(2552).ทักษะผู้บริหาร.เอกสารอัดสำเนา.
ประสิทธิ์ วัฒนาภา.(2553).แนวปฏิบัติการดูแลสุขภาพตนเองของผู้บริหาร.เอกสารอัดสำเนา.
ประภาพร มโนรัตน์ (2553).การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพสำหรับครูก่อนเกษียณ. เอกสารอัดสำเนา.
สุรีย์รัตน์ พิทักษ์.(2552).โรคสุดฮิตของผู้บริหาร.เอกสารอัดสำเนา.
Dr.Prapaporn Manorath
ตอบลบB.NS,B.PH,M.Sc.(PH) Adm.,DrPH.
Midwifery ; Maternal-child health complication
Head of Health Promotion Center at UNC,Thailand
Head of Thai Traditional Medical Clinic at UNC, Thailand
E-mail: tukata43@hotmail.com
Mobile:66- 86- 4464140, 086-4464140