ประชุมนานาชาตขอนแก่น

ประชุมนานาชาตขอนแก่น
oral presentation:Health Promotion Behaviors of Thai Women of Working Ages in Rural area

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เราทำดีเพียงเพื่ออยากให้คนอื่นชื่นชมเราหรือ?

       ท่ามกลางคลื่นลมแรงแห่งทะเลกิเลสอารมณ์ของผู้คนรอบข้างนั้น  หลายคนดำรงชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน ทุกข์ทางใจนั้นยากยิ่งนักที่จะดับได้ มันแผดเผาได้ทั้งยามหลับและยามตื่น หลายคนหันมาพึ่งความร่มเย็นของพระศาสนา  หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ บ้างก็พบความสุข สงบ ปิติขึ้นมาอย่างประหลาด  หลุดจากห้วงอารมณ์ทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่งของตนเอง ลด "อัตตา ตัวกู ของกู"ที่สูง ลงได้ แต่อีกหลายคนก็ปลดปลงไม่ได้ รู้ไม่เท่าทันอารมณ์ของตนเองเหมือนเคย  หรืออาจลด ปลดปลงลงได้บ้าง แต่ก็มิวายตัดพ้อว่า"ทำดีแล้วได้ดีจริงหรือ"เริ่มสงสัยในความดี "แล้วทำไมคนโน้นคนนี้มันไม่เห็นจะมีดีอะไรเลย ยังได้ดิบได้ดีมีแต่คนนับหน้าถือตาห้อมล้อมกันสลอนล่ะ?" เชื่อว่าหลายท่านคงเคยคิดเช่นนี้กันบ้างยามเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้กับชีวิต และเสื่อมศรัทธาผู้คน  เห็นจะเป็นเรื่องธรรมดาในยามอารมณ์นั้น แต่เชื่อไหมว่า"นั่นเป็นสัญญาณของการพัฒนาจิตที่ดีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว"ดังที่ผู้เขียนได้สนทนาธรรมกับผู้ผ่านโลกมายาวนานเกือบ80 ปีของการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ท่านได้ให้สติเราว่า  "สำคัญนะกับการพัฒนาจิตของคนเรา..มันเป็นการฝึกจิตให้นิ่ง รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง แล้วเราก็จะไม่ปรุงแต่งอารมณ์ขึ้นมาให้จิตทุกข์  ...อย่าเลย  อย่าทุกข์ไปเลย  เสียดายเวลาที่ผ่านเลยไปกับความทุกข์  น่าจะได้คิดสุข คิดทำแต่สิ่งดีๆทั้งให้แก่ตัวเองและคนรอบข้าง  แล้วความปิติในใจจะเกิด .....เห็นไหม ผิวพรรณหน้าตา ของคนคิดดี อารมณ์ดีจะอิ่มเอิบ แววตาจะสุกใส เราจะรับรู้ได้ถึงพลังความเมตตา  กรุณา มุทิตา  อุเบกขา ที่แผ่ มาห้อมล้อมตัวเรา เรารู้สึกอบอุ่น อยากคุยด้วยนานๆ ว่าไหม.. การทำจิตให้นิ่งนั้นมันต้องหมั่นฝึกฝน  การได้มีปัญหาอุปสรรคในชีวิตบ้างนั้นล่ะ แบบฝึกหัดชั้นดีเลยล่ะ เราได้มีโอกาสเรียนรู้กับอารมณ์ความรู้สึกนั้น  วันแล้ววันเล่า แล้วเราจะพบว่าเราแข็งแกร่งขึ้น แล้วมองมันเป็นเรื่องธรรมดา  วิ่งตามอารมณ์ไม่ไหวแล้ว  ตามไปก็รังแต่จะทำร้ายตัวเองนะ "  ผู้เขียนประทับใจมากกับการสนทนากับท่านในครั้งนั้น  แม้จะนานมาแล้วก็ตาม ยังคงก้องอยู่ในหูและความทรงจำเสมอมา "เราทุกข์ อันเกิดจากวิธีคิดของเราเอง เราคิดทุกข์ ก็ทรมานไม่มีความสุข  ก็เท่ากับเราทำร้ายตัวเราเอง ไม่มีใครทำร้ายเราได้หรอก นอกจากตัวเราเอง  จิตปรุงแต่ง  ให้ค่าสิ่งที่มากระทบประสาทสัมผัสทั้ง๕ จนรบกวนวิถีชีวิตและการดำรงชีวิตของเรา  " ผู้เขียนก็เคยรู้สึกทุกข์มากๆ เช่นกันนะ อารมณ์และจิตมันปรุงแต่งขึ้นมา  จากการมีอัตตานั่นแหละ  แต่ได้คิดจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้ข้อคิดเราโดยใช้คำถามที่ฟังดูแล้วเปี่ยมไปด้วยความเมตตาว่า " เราทำดีเพียงเพื่ออยากให้คนอื่นชื่นชมเรางั้นหรือ?" เป็นปริศนาธรรมจริงๆ เท่านั้นแหละผู้เขียนได้สติ "ใช่..เราทำทุกสิ่งนั้นมุ่งหมายและตั้งมั่นอยู่บนความดีงามและทำเพื่อประโยชน์ขององค์กรหรือหมู่คณะ ตลอดจนแผ่นดินเกิด  นั้นคือจุดมุ่งหมายหลักและปณิธานในการดำเนินชีวิตของเรา" วิธีคิดและมุมมองของเราสำคัญ จะนำทุกข์หรือความผาสุกมาให้ชีวิตเรา   ทุกข์สิ่ง  เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  แล้วดับไป  ไม่จีรังยั่งยืน แม้กระทั่งสังขารของเราอันเป็นที่ตั้งตัวกู ของกู     หากแม้ว่ายังปลงไม่ได้มาก เอางี้ดีไหม  เราเริ่มต้นคิดอย่างนี้ว่า "คนอื่นทำร้ายเรามามากพอแล้ว  เหลือเราไว้สักคนได้ไหมที่ไม่ทำร้ายตัวเราเอง "   
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น