วัยสูงอายุนับเป็น"วัยทองของชีวิต" เป็นวัยที่ได้ทำอะไรได้ตามใจปรารถนาภายหลังที่ได้มอบจิตวิญญาณกับการทำงานประจำมาอย่างยาวนานเพื่อเป้าหมายหลายอย่างของชีวิต ไม่ว่าเพื่อบ้าน รถยนต์ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ตลอดจนการศึกษาของคนในครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจและอะไรอีกหลายอย่าง
ดังนั้นภายหลังเกษียณหรือความสูงวัยเข้ามาเยือน หลายท่านจึงได้โอกาสทำในสิ่งที่ปรารถนาลึกๆที่อยู่ในใจมานาน หรืออาจได้ทดลองทำมาได้ระยะหนึ่งแล้วนั้น เลยได้ทำอย่างเต็มที่ "การได้สานต่อฝันให้เป็นจริงในยามสูงวัยนั้นจึงเท่ากับว่าได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ด้วยจิตวิญญานของตนเองที่ปราถนาอย่างแท้จริง"
สำหรับอีกหลายท่านนั้น อาจมีความฝันอย่างแรงกล้าที่จะมี "ชีวิตงามยามสูงวัย" เราจึงเห็นหลายท่านหันมาทุ่มเททำในสิ่งเป็นจิตวิญญานของตนเอง บ้างทำงานในสาขาที่ตนชอบ บ้างหาโอกาสทำควบคู่ไปกับงานประจำ หลายท่านอาสาขอทำงานที่ตรงกับความชอบหรือจริตของตนเอง แต่อีกหลายท่านก็ไม่สามารถเลือกทำงานที่ตนชอบได้ก็ยังคงทำงานนั้นแบบหาHappy zone หรือมุมที่สุขของตัวเอง
อันเป็นการเตรียมตัวเตรียมชีวิตให้ดำเนินไปอย่างปกติสุข มีสมดุลชีวิต สู่บั้นปลายอย่างมีความสุข สงบอันเป็นสุดยอดปรารถนาทางจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ได้ชื่อว่ารู้เท่าทันชีวิตนั่นเอง
หากสังเกตให้ดีแล้วเราจะพบคุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งของผู้ฝันอย่างแรงกล้าที่จะมีความผาสุกในชีวิตนั้น กล่าวโดยรวมแล้วจะเป็นผู้มีความเพียร มุ่งมั่น ฝึกสติให้นิ่ง เกิดอุเบกขา ความปล่อยวาง พยายามปลดเปลื้องขยะหัวใจออกจากตัว เพื่อให้มีพื้นที่ให้หัวใจเป็นสุขมากขึ้นทุกวัน มักจะมีความอดทนเป็นเลิศ โดยถือว่าทุกสิ่งที่เข้ามาคือโอกาส โอกาสที่ได้รับการฝึกจิต เพื่อให้มองเห็นถึงความว่างเปล่าแล้วเกิดสุข แทนการวิ่งตามอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นจากประสาทสัมผัสทั้ง๕ ดังที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับผู้สูงวัยหลายท่านที่ได้เมตตาเล่าถึงวิธีคิดวิธีอยู่เพื่อสุขในทุกๆวันว่า "สุขทุกข์อยู่ที่ใจ เกิดมาก็ไม่มีอะไรได้ถือมา กลับไป ตายจากโลกนี้ไป ก็เอาอะไรไปไม่ได้แล้วจะถืออะไรไว้ในทุกๆๆวันนั้นถูกแล้วหรือ" แล้วยังได้กรุณาเล่าต่อว่า โตแล้วก็ฝึกจิต คิดไม่ยึดติด การมีตัวตนนั้นอันตรายต่อความผาสุกของชีวิต เราต่างเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ล้วนแล้วเป็นสัตว์โลกทั้งนั้น ปรุงแต่งกันทั้งสิ้น อันนั้นของกู อันนี้ตัวกู กูเป็นเจ้านาย เธอเป็นลูกน้อง ต้องๆๆๆๆ ....แล้วพากันกำหราบกัน แทนการสร้างความเข้าใจ การให้โอกาส การมองในส่วนดี และที่สำคัญ "ตัวกู"นั้นไม่เคยมองตนอย่างเป็นกลาง เข้าข้างตัวเองทั้งนั้น โลกมันจึงโกลาหล ..." และท่านยังได้กล่าวให้ผู้เขียนฟังว่า...จะต้องอาบน้ำร้อนให้ลวกใจกระวนกระวายกันไปถึงไหนหนอ จนกระโหลกหัวตกดินงั้นหรือ"....ท่านรำพึงออกมา.." น่าสงสารว่าไหม ..แล้วความผาสุกของชีวิตจะมีไหม" ท้ายสุดท่านได้กล่าวกับผู้เขียนว่า "พรหมวิหาร๔ สังคหวัตถุ๔ หิริโอตัปปะ และอัตนังอุปมังกะเร นั่นล่ะ แนวดำเนินชีวิตอย่างรู้เท่าทันโลก และนำความผาสุกมาสู่ชีวิต"
ชีวิตงามยามสูงวัย กล่าวได้ว่าคือการมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่ประมาท เป็นการเพียรมุ่งรักษาจิตใจให้คิดดีงาม เรียนรู้โลกอย่างรู้เท่าทัน ปฏิบัติดีปฏิบัติงาม มองโลกอย่างเป็นสัจธรรม ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ไม่หลงยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น จนขาดสติ ก่อทุกข์ให้แก่ทั้งตนเองและคนรอบข้าง ฝึกให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เอาใจเขามใส่ใจเรา ละอายและเกรงกลังต่อบาป นี่คือคาถาสู่ความผาสุกในทุกๆวันและบั้นปลายขอชีวิต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น